วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

ดอกไม้ประจำจังหวัด ปทุมธานี, พิจิตร, สุโขทัย, หนองบัวลำภู, อุบลราชธานี
ชื่อสามัญ Nelumbo nucifera
ชื่อวิทยาศาสตร์ Nymphaea lotus Linn.
วงศ์ NYMPHACACEAE
ชื่ออื่น บุณฑริก, สัตตบงกช
ลักษณะทั่วไป เป็นพรรณไม้น้ำประเภทพืชล้มลุก มีลำต้นและหัวอยู่ในดินใต้น้ำ การเจริญชูก้านใบและดอกขึ้นมาบนผิวน้ำ ใบมีลักษณะกลมกว้างใหญ่ ผิวใบเรียบ สีเขียวขอบน้ำตาล ดอกเป็นกลีบซ้อนกันหลายชั้น มีสีขาว ชมพู เหลือง ลักษณะ สีสัน ขนาดของใบและดอกขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์
การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด แยกกอจากหัวหรือเหง้า
สภาพที่เหมาะสม ดินเหนียว ดินนา ดินผสมอินทรีย์ ต้องการน้ำมากเพราะเป็นพืชเจริญในน้ำ แสงแดดอ่อน จนถึง แดดจัด
ถิ่นกำเนิด แถบทวีปเอเซีย เช่น ประเทศจีน อินเดีย และไทย
ในปี ๒๔๙๔ นักพฤกษศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ได้ค้นพบซากเรือแคนูยุคหินใหม่ (NEOLITHIC) ลำหนึ่งใกล้ๆ กับกรุงโตเกียว ในเรือลำนั้นมีซากของใบไม้ทับถมอยู่ เมื่อขุดคุ้ยลงไป ได้พบเมล็ดของบัวหลวง ๓ เมล็ด ฝังไว้อย่างดี และยังมีความสมบูรณ์มาก สร้างความฉงนให้นักพฤกษศาสตร์ในอายุของเมล็ดบัวเป็นอย่างยิ่ง เมื่อนำไปทดสอบ ปรากฏว่ามีอายุมากกว่า ๒,๐๐๐ ปี เมื่อความสมบูรณ์ของเมล็ดมีอยู่มาก พอนำมาทดลองเจาะดู เพียง ๔ วัน ความมหัศจรรย์พลันปรากฏขึ้น เมล็ดทั้งสามแตกงอกขึ้นเป็นต้น จากนั้นกล้าอ่อนได้รับความทะนุถนอมอย่างดี ๑๔ เดีอนฝานไป ดอกบัวหลวงจากต้นที่งอกมาจากเมล็ดอันเก่าแก่ได้เบ่งบานสวยงามตระการตา ไม่ผิดแผกจากดอกบัวหลวงที่ขึ้นในปัจจุบัน
บัวหลวงเป็นพืชน้ำที่มีความสำคัญยิ่ง โดยถือว่าเป็นราชินีแห่งพื้นน้ำที่มีความงามและประโยชน์นานัปการ นอกจากความสำคัญูทางพฤกษชาติแล้ว บัวหลวงยังมีความสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา ทั้งสัญลักษณ์และอามิสบูชา
ในทางพฤกษศาสตร์ บัวหลวงอยู่ในวงศ์ NYMPHAE- ACEAE มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า NELUMBO NUCI- FERA GAERIN หรือมีชื่อเรียกว่า SACRED LOTUS มีอยู่หลายพันธุ์ด้วยกัน ตั้งแต่ดอกที่มีขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ มีกลีบซ้อนกันเล็กน้อย หรีอมีเกสรตัวผู้ที่มีรูปร่างดั่งกลีบซ้อนกันนับร้อย
บัวหลวงมีถิ่นกำเนิดในแถบร้อนและอบอุ่น พบได้ตามแหล่งน้ำทั่วโลก โดยทั่วไปแล้วดอกบัวหลวงจะมีสีขาวหรือชมพู อาจจะอมส้ม หรืออมมวงบ้าง
กล่าวกันว่าในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีบัวหลวงพันธุ์หนึ่ง ออกดอกสีขาว แต่ไม่มีหลักฐานยีนยันแน่นอน บัวหลวงสีขาวมีชื่อเรียกว่า บุณฑริก ส่วนสีชมพูมีนามว่าปทุมปัทมา
หรีอโกกระณต ส่วนพันธุ์ที่มีกลีบพร้อมทั้งมีเกสรดัวผู้บางส่วน ลักษณะคล้ายกลีบนับร้อยสีชมพุอมม่วงเรียกว่า สัตตบงกช หรือบัวฉัตรชมพู ส่วนสีขาวเรียกว่า สัตตบุษย์ หรีอบัวฉัตรขาว นอกจากความงดงามที่ตรึงตาแลัวบัวหลวงยังมีกลิ่นหอมละมุน
มนุษย์ได้รู้จักคุณค่าอันมีประโยชน์และสรรพคุณด้านยาสมุนไพรของบัวหลวงมาช้านานแล้ว ในการประกอบอาหาร ส่วนของใบนำเป็นภาชนะ และสร้างกลิ่นหอมหวลให้กับอาทาร เช่น ข้าวห่อใบบัว ใบอ่อนรับประทาน เช่นผักชนิดหนึ่งกับเครื่องจิ้ม เมล็ดจากฝักบัวทั้งสดและแห้ง นำมาประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน ส่วนรากเทง้านำมาต้มเป็นเครื่องดื่ม
สรรพคุณด้านสมุนไพร เมล็ดบัวบำรุงรักษาประสาทและไต หรือแม้อาการท้องร่วงหรือบิดเรื้อรัง ดีบัวหรือต้นอ่อนที่อยู่ในเมล็ดมีสีเขียวเข้ม ใช้เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณ พบว่าตัวยามีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อทัวใจ เกสรตัวผู้เมื่อตากแห้งใช้เป็นส่วนผสมของยาไทย-จีนหลายชนิด เช่น ยาลม ยาหอม หรือแม้แต่ยานัตถุ์ นอกจากนี้ยังนำมาต้มน้ำดี่ม ก้านใบและก้านดอกนำมาทำยาเเก้ท้องร่วง ส่วนของรากหรือเหง้านำมาต้มน้ำใช้แก้ร้อนในกระหายน้ำ พร้อมทั้งมีสรรพคุณห้ามเลีอด จึงเห็นได้ว่าประโยชน์ทางสมุนไพรของบัวหลวงมีอยู่มาก
นอกจากเป็นสมุนไพรแล้วบัวหลวงยังใช้ประโยชน์ในทางอี่น เช่น กลีบแห้งใช้มวนบุหรี่ในอดีต เรียกว่า บุหรี่กลีบบัว ใบแก่นำมาตากแห้งใช้เป็นส่วนผสมของยากันยุง เปลือกบัวนำมาเป็นวัสดุในการปลูกเห็ดชนิดหนึ่งเรียกว่า เห็ดบัว
ในทางแห่งพระพุทธศาสนา ดอกบัวหลวงมีความสำคัญเกี่ยวข้องอยู่หลายประการกว่า ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบปัญญาขาแห่งบุคคลที่สามารถรู้และเข้าใจธรรมะ เพื่อความหลุดพ้น ๔ จำพวกด้วยกัน ดอกบัว ๔ เหล่านี้เปรียบได้กับดอกบัวที่ตั้งพ้นน้ำ รอสัมผัสแสงอาทิตย์ก็จะบานในวันนี้ คือผู้รู้เข้าใจธรรมะได้ฉับพลันตั้งแต่ท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง ดอกบัวประเภทที่ ๒ ดั่งดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอน้ำ จักบานในวันรุ่งขึ้น เฉกผู้รู้เข้าใจต่อเมื่อท่านได้ขยายความแห่งธรรมะนั้น ประเภทต่อมาคือดอกบัวที่ยังอยู่ในน้ำยังไม่โผล่พ้นน้ำ จักบานในวันด่อ ๆ ไป คือผู้ที่พอจะแนะนำต่อไปได้เพื่อเข้าใจในธรรมะ ประเภทสุดท้ายคีอ ดอกบัวที่จมอยู่ในน้ำ กลายเป็นภักษาหารแห่งปลาและเต่าคือผู้ที่ได้แค่ตัวบทหรีอถ้อยคำเท่านั้น ไม่อาจจะเข้าใจความหมายรู้ในธรรมะได้
ดอกบัวหลวง สำหรับชาวพุทธถือว่ามีความสำคัญที่เป็นอามิสบูชา เกี่ยวข้องโดยตรงสำหรับการบูชาพระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์
บัวหลวงจึงมีความสาคัญในแง่ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร และความรู้สึกทางจิตใจของมนุษย์มาช้านาน

สร้าง: 21 ธันวาคม 2553 20:24 ·แก้ไข: 21 ธันวาคม 2553 20:24
ดอกไม้: 0 · ความเห็น: 6 · อ่าน: 177 · สร้าง: ประมาณ 1 ปี ที่แล้ว
พันธุ์บัว เป็นพืชน้ำที่จัดอยู่ในตระกูล Nymphaeaceae ที่พบแล้ว มี 8 สกุล 50 ชนิด
การจำแนกหรือแบ่งประเภทของบัว มีหลายวิธี
1. การจำแนกตามถิ่นกำเนิด และการเจริญเติบโต แบ่งได้ 2 จำพวก คือ
1.1 บัวที่เกิด และเจริญเติบโตในเขตอบอุ่น และเขตหนาว (Hardy Type หรือ Hardy Water Lily) เช่น ยุโรป อเมริกาเหนือ ภาคใต้ของอเมริกาใต้ ตอนเหนือของอินเดีย จีน และออสเตรเลีย บังประเภทนี้มีเหง้าสะสมอาหารอยู่ในดิน ในฤดูหนาวที่น้ำกลายเป็นแผ่นน้ำแข็ง บัวจะทิ้งใบ และอาศัยอาหารในเหง้าเลี้ยงตัวเอง เมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิ น้ำแข็งละลาย ก็จะเจริญแตกหน่อต้นใหม่ และจะเจริญเติบโตออกดอกออกผล หมุนเวียนอยู่เช่นนี้เรื่อยไป นักพฤกษศาสตร์จัดให้บัวประเภทนี้ อยู่ในกลุ่ม Castalia Group หรือ อุบลชาติประเภทยืนต้น
1.2 บัวที่เกิด และเจริญเติบโตในเขตร้อน (Tropical Type หรือ Tropical Water Lily) เช่น ทวีปเอเชียตอนกลาง และตอนใต้ แอฟริกา ออกสเตรเลียตอนเหนือ อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ บัวประเภทนี้กำเนิด และเจริญเติบโตได้ในเขตร้อนเขตเดียว ไม่สามารถอยู่ได้ในเขตหนาว นักพฤกษศาสตร์จัดให้บัวประเภทนี้ อยู่ในกลุ่ม Lotus Group หรือ อุบลชาติประเภทล้มลุก
2. การจำแนกบัวตามสกุล โดยทั่วไปนักพฤกษศาสตร์ได้จัดแบ่งบัว ไว้เป็น 3 สกุล ได้แก่
-สกุลเนลุมโบ ( Nelumbo ) หรือปทุมชาติ มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชีย เช่น จีน อินเดียและไทย มีลำต้นใต้ดินแบบเหง้าและไหลซึ่งเมื่อยังอ่อนจะมีลักษณะเรียวยาว เมื่อโตเต็มที่จะอวบอ้วนเนื่องจากสะสมอาหารไว้มาก มีข้อปล้องเป็นที่เกิดของราก ใบและดอกเกิดจากหน่อที่ข้อปล้องแล้วเจริญขึ้นมาที่ผิวน้ำหรือเหนือน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยวมีลักษณะกลมใหญ่สีเขียวอมเทา ขอบใบยกผิวด้านบนมีขนอ่อนๆ ทำให้เมื่อโดนน้ำจะไม่เปียกน้ำ เมื่อใบยังอ่อนใบจะลอยปิ่มน้ำ ส่วนใบแก่จะชูพ้นน้ำ ก้านใบและก้านดอกมีหนาม ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ชูสูงพ้นผิวน้ำ มีทั้งดอกป้อมและดอกแหลม บานในเวลากลางวันมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 4-6 กลีบ ด้านนอกมีสีเขียว ด้านในมีสีเดียวกับกลีบดอก กลีบดอกมีทั้งชนิดดอกซ้อนและไม่ซ้อน สีของกลีบดอกมีทั้งสีขาว ชมพู หรือเหลือง แตกต่างกันแล้วแต่ชนิดพันธุ์ บัวในสกุลนี้เป็นบัวที่รู้จักกันดีเพราะเป็นบัวที่มีดอกใหญ่นิยมนำมาไหว้พระ และใช้ในพิธีทางศาสนา เหง้าหรือที่มักเรียกกันว่ารากบัวและไหลบัวรวมทั้งเมล็ดสามารถนำมาเป็นอาหาร ได้
-สกุลนิมเฟียร์ ( Nymphaea ) อุบลชาติ หรือ บัวสาย บัวสกุลนี้มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวหรือเหง้า ใบและดอกเกิดจากตาหรือหน่อและเจริญขึ้นมาที่ผิวน้ำด้วยก้านส่งใบและยอด บางชนิดมีใบใต้น้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว มีขอบใบทั้งแบบเรียบและแบบคลื่น ผิวใบด้านบนเรียบเป็นมัน ด้านล่างมีขนละเอียดหรือไม่มี ดอกเป็นดอกเดี่ยวมีทั้งชนิดที่บานกลางคืนและบานกลางวัน บางชนิดมีกลิ่นหอม มีสีสันหลากหลายแตกต่างกันไป
-สกุลวิกตอเรีย ( Victoria ) หรือบัววิกตอเรีย จัดเป็นบัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยวมีขนาดใหญ่ประมาณ 6 ฟุต ลอยบนผิวน้ำ ใบอ่อนมีสีแดงคล้ำเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม ขอบใบยกขึ้นตั้งตรง มีหนามแหลมตามก้านใบและผิวใบด้านล่าง ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ ก้านดอกและกลีบเลี้ยงด้านนอกมีหนามแหลม บานเวลากลางคืนและมีกลิ่นหอม ดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงจำนวน 4 กลีบ ด้านนอกมีสีเขียวด้านในสีเดียวกับกลีบดอก เมื่อเริ่มบานกลีบดอกจะมีสีขาวและจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูต่อไป
ในแต่ละสกุลสามารถจำแนกได้หลายชนิด สำหรับในประเทศไทยชนิดของบัวที่ปลูกเป็นการค้ามี 6 ชนิด
1. บัวหลวง : ( Nelumbo nucifera) อยู่ในสกุลปทุมชาติ ลักษณะใบชูเหนือน้ำ เจริญเติบโตโดยมี ไหล ชอนไชไปใต้พื้นดิน พันธุ์ของบัวหลวงที่นิยมปลูกในปัจจุบัน ได้แก่ พันธุ์ฉัตรขาว ฉัตรแก้ว และฉัตรแดง
2. บัวฝรั่ง : ( Zephyranthes rosaw) อยู่ในสกุลปทุมชาติ ลักษณะคล้ายบัวหลวง ต้นอ่อน เจริญเติบโตโดยสร้างลำต้น หรือเหง้า เจริญตามแนวนอนใต้ผิวดิน ลักษณะใบมีทั้งขอบเรียบและขอบใบจัก
3.บัวผัน บัวเผื่อน : ( Nymphacea lotus) อยู่ในสกุลอุบลชาติ ต้นที่งอกจากเมล็ดจะเจริญตามแนวดิ่งขึ้นสู่ผิวดิน แล้วแตกก้านใบบนผิวดินดอกชูพ้นน้ำ บานในเวลาเช้าหรือกลางวัน และหุบตอนเย็น เป็นบัวชนิดที่ขยายพันธุ์ได้ช้า
4. บัวสาย : ( Nymphacea lotus) อยู่ในสกุลอุบลชาติ มีหัวกลมๆ สายขนาดปลายนิ้วก้อย มีขนเล็กน้อย ใบมน ขอบใบจัก ดอกบานกลางคืน และหุบเวลาเช้า
5.บัวจงกลนี : ( Nymphacea lotus) อยู่ในสกุลอุบลชาติ มีเหง้าเจริญเติบโตในแนวดิ่ง เมื่อเหง้าแก่เต็มที่จะสร้างหัวเล็กๆรอบเหง้า เมื่อหัวแก่จะเจริญเป็นต้นใหม่ขึ้นมาข้างๆต้นแม่
6. บัวกระด้ง : (Victoria amazonica) ใบมีขนาดใหญ่ กลมคล้ายกระด้ง


สินค้าแนะนำ
<><><><> <><><><> <><><><>
<><><><> <><><><>
ดูรายละเอียด
บัวไทย ส่งนอก
<><><><> <><><><>
ดูรายละเอียด
บัวสวรรค์
<><><><> <><><><>
ดูรายละเอียด
มาดาม วินฟรอง กอร์เนีย
<><><><> <><><><>
ดูรายละเอียด
บัวสวรรค์ (Gustavia)
<><><><> <><><><>
ดูรายละเอียด
มาดาม วิลฟร๊องค์ กอนเนียร์
<><><><> <><><><>
ดูรายละเอียด
บัวสี

นานาประโยชน์จากบัวpic_no_1144__bua-1-.jpg

ส่วนต่าง ๆ ของบัวนั้น สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เป็นทั้งยาและอาหารได้อย่างดี โดยจำแนกได้ดังนี้

ดอกบัว
ถือเป็นดอกไม้ที่สวยงาม ประชาชนหาซื้อไปบูชาพระมากกว่าดอกไม้ชนิดอื่น เพราะสามารถคงความงามไว้ได้นานกว่าดอกไม้หลายชนิด

เม็ดบัว
สามารถนำมากินได้ทั้งสดและแห้ง เม็ดบัวมีปริมาณสารอาหารที่สำคัญ คือ โปรตีน ประมาณ 23 % ซึ่งสูงกว่าข้าวถึง 3 เท่า และเป็นแหล่งรวมธาตุ อาหารหลายชนิดด้วยกัน เม็ดบัวนำมาประกอบอาหารได้ทั้งคาวหวาน เช่น สังขยา เม็ดบัว ขนมหม้อแกงเม็ดบัว เม็ดบัวเชื่อม สาคูเม็ดบัว เป็นต้น
รากบัว นิยมนำมาเชื่อมแห้งกินเป็นของหวาน หรือนำไปต้มกับน้ำตาลกรวด แก้ร้อนใน ชาวอินเดีย จะให้เด็กดื่มน้ำรากบัว เพื่อระงับอาการท้องร่วงไหลบัว หรือต้นกล้าบัว สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งสด ทั้งแห้ง โดยมากจะนำมาแกงส้ม แกงเลียง ผัดเผ็ดต่าง ๆ

สายบัว
สามารถปรุงอาหารแทนผักได้หลายชนิด ทั้งแกงส้มสายบัว แกงสายบัวกับปลาทู ฯลฯ ชาวอินเดีย กินเพื่อแก้อาการท้องร่วง

ใบบัว
นิยมนำมาห่อข้าว ห่อของ เช่น ข้าวห่อใบบัว ส่วนใบอ่อนสามารถนำมากินเป็นผักสดแกล้มน้ำพริก หรือนำมาหั่นฝอย ๆ ชงดื่มแทนน้ำชา ช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำได้เป็นอย่างดี

เกสรบัว
ส่วนของเกสรสีเหลือง สามารถใช้เข้าเครื่องยาทั้งไทยและจีน โดยเฉพาะยาลม ยาหอม ยาบำรุงหัวใจ และยาขับปัสสาวะ
ดีบัว เป็นส่วนของต้นอ่อนที่อยู่ภายในเม็ดบัว มีรสขมจัด สามารถนำมาเป็นส่วนผสมของยาโบราณ มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้

........................................................................................................................................

ขอขอบคุณบทความจาก : นิตยสาร Gourmet & Cuisine


บัวสาย มีชื่อภาษาท้องถิ่นว่า บัวกินสาย บัวแดง บัวขม บัวจงกลนี และบัวสายค่ะ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า โลตัสสเต็ม (Lotus stem) และวอเตอร์ลิลลี่ (Water – lilly) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่านิมฟาเอส ไวด์ (Nymphaes Willd.) จัดอยู่ในวงศ์ นิมฟาซี้อี้ค่ะ (Nymphaeaceae)

บัวสาย มีคุณค่าทางโภชนาการคือ จะประกอบด้วย ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี ไนอาซีน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และมีน้ำอยู่ถึง 97.6%

สรรพคุณของบัวสายและวิธีใช้ ส่วนที่ใช้ประโยชน์ของบัวสาย คือ ก้านใบ ดอกและหัว ซึ่งแต่ละส่วนจะให้สรรพคุณแตกต่างกันดังต่อไปนี้
ก้านใบ หรือสายบัวของบัวสาย มีรสจืด ช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกายได้ดี
ดอกของบัวสาย มีฤทธิ์บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง แก้ไข้ตัวร้อน และบำรุงครรภ์
หัวของบัวสาย ใช้บำรุงร่างกาย บำรุงครรภ์ บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ ใช้หัวของบัวสายประมาณ 30 กรัม ใส่น้ำ 1 ลิตร ต้มนาน 15 นาที จากนั้นนำน้ำที่ได้มาดื่มครั้งละครึ่งถ้วยกาแฟ วันละสองครั้ง ก่อนอาหาร เช้าและเย็นค่ะ

บัวหลวง มีชื่อภาษาท้องถิ่นว่า บัวตูม บัวหลวง มีชื่อภาษาอังกฤษว่า โลตัส (Lotus) แซคเร็ด โลตัส (Sacred Lotus) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า นีลัมโบ นูซิฟีร่า (Nelumbo nucifera Gaertn.) จัดอยู่ในวงศ์ นีลัมโบนาซี้อี้ (Nelumbonaceae) บัวหลวงจัดเป็นไม้น้ำ เจริญไดดีในบริเวณที่มีน้ำใสสะอาด เช่นในหนองน้ำ สระน้ำ ที่มีน้ำใสสะอาด ลำต้นบัวจะอยู่ใต้ดิน ก้านบัวจะยาว ใบบัวและฝักบัวจะลอยหรือชูอยู่เหนือผิวน้ำ

บัวหลวง มีคุณค่าทางโภชนาการคือ เริ่มจากเมล็ดบัวจะประกอบด้วย โปรตีน (14.2%) แป้ง (65.3%) ฟอสฟอรัส และแคลเซียม ส่วนใน เกสรบัว มีน้ำมันหอมระเหย ใน ดีบัว จะมีสารพวกแอลคาลอยด์ชื่อ เมททิล-คอริพัลลีน (methyl-corypalline) และอื่นๆ อีกรวม 6 ชนิด ค่ะ

สรรพคุณของบัวหลวงและวิธีใช้ ส่วนที่ใช้ประโยชน์ของบัวหลวง คือ เกสร เมล็ด ดีบัว ใบ และราก(เหง้า) ซึ่งแต่ละส่วนจะให้สรรพคุณแตกต่างกันดังต่อไปนี้ ค่ะ
รากบัว (เหง้าบัว) มีสรรพคุณคือ ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง แก้ร้อนใน ลดไข้ แก้ไอ แก้กระหายน้ำ มีคำแนะนำให้ใช้รากบัวหลวง 30 กรัม น้ำ 1 ลิตร ต้มนาน 15 นาที นำน้ำที่ได้มาดื่ม โดยดื่มครั้งละครึ่งถ้วยกาแฟ ก่อนอาหารเช้า-เย็น
ใบบัว มีสรรพคุณ ในการลดความดันโลหิต ในบางตำราระบุว่าใบบัวสามารถรักษาอาการอักเสบและปวดบวมได้ โดยให้นำใบบัวหลวงมาล้างให้สะอาดแล้วโขลกให้ละเอียด จากนั้นสกัดด้วยแอลกอฮอล์ นำสารที่สกัดได้มาทาบริเวณที่อักเสบและปวดบวมได้ผลดี ค่ะ
เกสรบัว มีสรรพคุณคือ ใช้เป็นยาหอมบำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ชูกำลัง แก้ลม ทำให้จิตใจชุ่มชื่น
เมล็ดบัว มีสรรพคุณคือ ใช้บำรุงกำลัง และบำรุงครรภ์
ดีบัว หรือไส้ในของลูกบัว คือส่วนที่มีสีเขียว ลักษณะเรียวยาวอยู่ในใจกลางเมล็ดบัว มีสรรพคุณคือ ใช้เป็นยาขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ในตำรายาไทยระบุไว้ว่า ให้ใช้ดีบัวแห้ง 1 หยิบมือ ชงน้ำร้อน 1 แก้ว แล้วดื่มขณะกำลังอุ่นๆ วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร จะมีสรรพคุณคือ ใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้และบำรุงร่างกาย หรือปั้นเป็นเม็ดขนาด 0.5 กรัม กินครั้งละ 3-5 เม็ด ก่อนอาหารเช้า และเย็น ค่ะ
เมื่อทราบสรรพคุณของดีบัวกันแล้ว หวังว่าต่อไปในการนำเมล็ดบัวมาปรุงอาหารรับประทานกันคงจะเก็บดีบัวไปตากแห้งแล้วใช้ชงเป็นชาดื่มนะคะ ผู้เขียนเองได้ทดลองใช้ชงเป็นชาดื่มแล้วละค่ะ ไม่ขมอย่างที่คิดหรอกนะคะ เพียงมีรสเฝื่อนๆ นิดหน่อย แต่ให้สรรพคุณดีมากค่ะ

เอาละค่ะ ก็มาถึงช่วงท้ายของรายการ ดิฉันขอฝากข่าวประชาสัมพันธ์ "งานมอ.วิชาการ" และ "งานเกษตรภาคใต้ ครั้งที่ 11" นะคะ "งานมอ.วิชาการ" จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 - 22 สิงหาคม 2546 และ "งานเกษตรภาคใต้ ครั้งที่ 11" จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 - 23 สิงหาคม 2546 ภายในงานจะประกอบด้วยกิจกรรมการนำเสนอผลงานและวิทยาการของคณะต่างๆ มากมายให้เลือกเที่ยวชมงานตามอัธยาศัยนะคะ ในส่วนของคณะทรัพยากรธรรมชาติ จะมีกิจกรรมการนำเสนอผลงานและวิทยาการทางด้านการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การพัฒนาชนบท การประกวดพืชและสัตว์ ตลอดจนสิ่งประดิษฐ์จากภูมิปัญญาเกษตรกรไทยและนักศึกษาระดับอาชีวะศึกษา การแข่งขันทักษะทางการเกษตร รวมทั้งการจำหน่ายสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูป ไม้ดอกไม้ประดับ สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร และอื่น ๆ อีกมากมายค่ะ